รู้จัก Customer Journey ตัวช่วยทำการตลาด

Table of Contents

รู้จัก Customer Journey ตัวช่วยทำการตลาด

ธุรกิจอาจมีผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยม เว็บไซต์ที่ออกแบบมาอย่างดี และทีมการตลาดที่มีความสามารถอย่างแท้จริง แต่ก็ยังสูญเสียลูกค้าในอัตราที่ดูเหมือนอธิบายไม่ได้ จนกว่าจะมีใครเริ่มวิเคราะห์อย่างละเอียดว่า ลูกค้าคนหนึ่งได้พบเจออะไรบ้าง ตั้งแต่ช่วงเวลาที่พวกเขารู้จักธุรกิจเป็นครั้งแรก ไปจนถึงจุดที่ตัดสินใจซื้อหรือเลือกเดินจากไป

กระบวนการวิเคราะห์นี้ หรือที่เรียกว่า Customer Journey เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้น้อยเกินไป ทั้งที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการตลาดและกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพราะปัญหาส่วนใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับลูกค้ามักเกิดขึ้นในช่องว่างระหว่างแผนกและจุดสัมผัสต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่อาจมองไม่เห็น หากไม่มีใครตั้งใจมองประสบการณ์ของลูกค้าเป็นภาพรวม แทนที่จะพิจารณาแต่ละปฏิสัมพันธ์แยกออกจากกัน

 

Customer Journey คืออะไร?

Customer Journey Stages

มากกว่าช่วงเวลาของการซื้อเพียงครั้งเดียว

Customer Journey คือ ลำดับประสบการณ์และจุดสัมผัสทั้งหมดที่บุคคลหนึ่งมีกับธุรกิจ โดยเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดการซื้อ ดำเนินต่อไปในช่วงของการตัดสินใจและการทำธุรกรรม และต่อเนื่องไปจนถึงความสัมพันธ์หลังการซื้อ

แนวคิดนี้แตกต่างจากการมองปฏิสัมพันธ์เพียงครั้งเดียว เช่น การเข้าชมเว็บไซต์ การพูดคุยกับฝ่ายขาย หรือการติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า เนื่องจากความรู้สึกโดยรวมของลูกค้าที่มีต่อธุรกิจเกิดจากประสบการณ์สะสมจากทุกช่วงเวลา ไม่ได้เกิดจากปฏิสัมพันธ์ใดปฏิสัมพันธ์หนึ่งเพียงอย่างเดียว

ขั้นตอนหลักของ Customer Journey

  • Awareness (การรับรู้)
    ช่วงเวลาที่ลูกค้าเป้าหมายเริ่มรู้จักธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ หรือหมวดหมู่ของโซลูชันนั้น
  • Consideration (การพิจารณา)
    ช่วงที่ลูกค้าเริ่มค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบตัวเลือก และประเมินว่าโซลูชันนั้นเหมาะกับความต้องการของตนหรือไม่
  • Decision (การตัดสินใจ)
    ช่วงเวลาที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อหรือเลือกใช้บริการจากธุรกิจหนึ่งโดยเฉพาะ
  • Onboarding and Early Use (การเริ่มต้นใช้งาน)
    ช่วงเวลาหลังการซื้อ ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกค้าเริ่มสร้างความรู้สึกและความประทับใจว่า การตัดสินใจของตนเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่
  • Retention and Loyalty (การรักษาลูกค้าและความภักดี)
    ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากเริ่มใช้งาน ซึ่งมีผลต่อลูกค้าว่าจะใช้บริการต่อ ซื้อซ้ำ หรือเพิ่มการใช้บริการกับธุรกิจหรือไม่
  • Advocacy (การบอกต่อ)
    ช่วงที่ลูกค้ามีความพึงพอใจมากพอที่จะเริ่มแนะนำธุรกิจให้กับผู้อื่น ช่วยขยายการเข้าถึงของธุรกิจโดยไม่ต้องพึ่งพาการตลาดโดยตรงเพียงอย่างเดียว

 

ทำไมการทำความเข้าใจ Customer Journey จึงมีความสำคัญ?

ช่วยเปิดเผยปัญหาที่ Metrics ของแต่ละแผนกมองไม่เห็น

ธุรกิจส่วนใหญ่มักวัดผลการทำงานแยกตามแผนก เช่น ฝ่ายการตลาดติดตามจำนวน Leads ฝ่ายขายติดตามจำนวนยอดขายที่ปิดได้ และฝ่ายบริการลูกค้าติดตามจำนวนปัญหาที่ได้รับการแก้ไข

แต่แม้ทุกแผนกจะสามารถบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้ ประสบการณ์โดยรวมของลูกค้าก็อาจกำลังแย่ลงโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เพราะปัญหามักเกิดขึ้นในช่วงของการส่งต่อระหว่างแผนก การมอง Customer Journey แบบครบทั้งเส้นทางจึงช่วยให้ธุรกิจสามารถค้นพบช่องว่างเหล่านี้ได้ เนื่องจากไม่มี Metrics ของแผนกใดแผนกหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างขอบเขตของการทำงานแต่ละฝ่ายโดยตรง

ช่วยให้รู้ว่าควรลงทุนในจุดใด

หากธุรกิจไม่มีภาพรวมที่ชัดเจนของ Customer Journey ก็มักมีแนวโน้มที่จะลงทุนอย่างหนักในขั้นตอนที่มองเห็นได้ชัดหรือรู้สึกว่าเร่งด่วนที่สุด เช่น Awareness และ Customer Acquisition ขณะเดียวกัน ขั้นตอนที่มองเห็นได้น้อยกว่า เช่น Onboarding หรือ Retention อาจได้รับการลงทุนไม่เพียงพอ ทั้งที่จริง ๆ แล้วอาจเป็นจุดที่ทำให้ธุรกิจสูญเสียลูกค้ามากกว่าผลลัพธ์ที่ได้รับจากการลงทุนเพื่อหาลูกค้าใหม่เสียอีก การเข้าใจ Customer Journey ทั้งหมดช่วยให้ธุรกิจระบุได้ว่า จุดใดคือจุดที่สร้างผลกระทบได้มากที่สุด แทนที่จะคิดว่าขั้นตอนที่มองเห็นได้ชัดที่สุดจะต้องเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดเสมอ

อธิบายได้ว่าทำไมการตลาดที่ดีจึงอาจไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่ดี

แคมเปญสร้าง Awareness ที่ดำเนินการได้ดีอาจสร้างความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้มาก แต่ความสนใจนั้นอาจหายไปในช่วง Consideration ที่สร้างความสับสน หรือในขั้นตอนการตัดสินใจที่มี Checkout Process ซึ่งใช้งานได้ยาก หากธุรกิจไม่มีมุมมองแบบ Customer Journey ก็อาจเข้าใจผิดว่าปัญหาเกิดจากการตลาด ทั้งที่จริงแล้วปัญหาอาจเกิดขึ้นในขั้นตอนอื่นของเส้นทางลูกค้า

 

customer journey mapping

กรณีศึกษา: บริษัท SaaS ที่กำลังสูญเสียลูกค้าที่ได้มาแล้ว

สถานการณ์

บริษัทซอฟต์แวร์บริหารโครงการขนาดกลางแห่งหนึ่งมี Acquisition Funnel ที่แข็งแรง มี Organic Traffic ที่ดี ระบบสมัคร Free Trial ที่มีประสิทธิภาพ และมี Conversion Rate จากผู้ทดลองใช้ไปสู่การสมัครใช้งานในระดับที่ดี อย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้โดยรวมเริ่มหยุดชะงัก และในช่วงแรกบริษัทคิดว่าปัญหาอาจอยู่ที่การตลาดหรือฝ่ายขาย

สิ่งที่ Journey Mapping เปิดเผย

  • ขั้นตอน Awareness และ Consideration ทำงานได้ดี ลูกค้าสามารถค้นพบบริษัทได้ง่ายและสมัครทดลองใช้งานในอัตราที่ดี
  • ปัญหาที่แท้จริงเกิดขึ้นในช่วง Onboarding ผู้ทดลองใช้รายใหม่เข้าสู่ระบบที่มีฟีเจอร์จำนวนมากและค่อนข้างซับซ้อนโดยไม่มีขั้นตอนแนะนำการใช้งาน
  • ผู้ใช้จำนวนมากไม่สามารถตั้งค่าพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อสัมผัสคุณค่าที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ได้ก่อนช่วงทดลองใช้จะสิ้นสุดลง
  • ปัญหาในขั้นตอน Retention ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง เนื่องจากลูกค้าที่เปลี่ยนมาใช้แพ็กเกจแบบเสียเงินได้รับการติดต่อเชิงรุกน้อยมาก ความสับสนหรือการใช้งานที่ไม่เต็มประสิทธิภาพจึงมักไม่ได้รับการแก้ไข จนสุดท้ายลูกค้าเลือกยกเลิกบริการ

ผลลัพธ์

เมื่อบริษัทค้นพบจุดที่เกิดปัญหาจริง จึงเปลี่ยนการลงทุนจากการเพิ่มงบประมาณเพื่อหาลูกค้าใหม่ ไปสู่การสร้าง Guided Onboarding Flow และการติดต่อลูกค้าใหม่อย่างเชิงรุก ผลคืออัตราการเปลี่ยนจากผู้ทดลองใช้เป็นลูกค้าแบบชำระเงินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอัตราการยกเลิกในช่วงแรกก็ลดลง โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การหาลูกค้าใหม่เลย

 

กรณีศึกษา: Boutique Hotel ที่สูญเสียลูกค้าที่ควรกลับมาพักซ้ำ แม้จะมีรีวิวที่ดี

สถานการณ์

Boutique Hotel แห่งหนึ่งมีรีวิวจากผู้เข้าพักที่ดีอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนการจองครั้งแรกในระดับสูง ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพและการทำ Social Media อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม อัตราการกลับมาพักซ้ำของลูกค้ากลับต่ำกว่าที่เจ้าของโรงแรมคาดหวัง แม้ว่าความคิดเห็นและรีวิวจากผู้เข้าพักจะเป็นไปในเชิงบวกอย่างมาก

สิ่งที่ Journey Mapping เปิดเผย

  • ขั้นตอน Awareness และ Decision ทำงานได้ดี ซึ่งสะท้อนจากจำนวนการจองครั้งแรกและรีวิวที่ดี
  • ปัญหาอยู่ที่ความสัมพันธ์หลังการเข้าพัก โรงแรมไม่มีการติดต่อลูกค้าอย่างเป็นระบบหลัง Check-out ไม่มี Loyalty Program และไม่มีการสื่อสารแบบเฉพาะบุคคลเกี่ยวกับประสบการณ์หรือความชอบของลูกค้าสำหรับการเข้าพักครั้งต่อไป
  • ลูกค้าที่มีความสุขกับการเข้าพัก แทบไม่มีเหตุผลให้คิดถึงโรงแรมอีกครั้งหลังจากเดินทางกลับ หากไม่มีความพยายามอย่างตั้งใจในการรักษาความสัมพันธ์หลังจากการทำธุรกรรมสิ้นสุดลง

ผลลัพธ์

โรงแรมเริ่มใช้ Email Sequence หลังการเข้าพักแบบเฉพาะบุคคล โดยอ้างอิงรายละเอียดจากประสบการณ์จริงของลูกค้า พร้อมข้อเสนอเล็กน้อยสำหรับผู้ที่กลับมาเข้าพักอีกครั้ง ผลคืออัตราการจองซ้ำเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนภายในปีถัดมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความพึงพอใจของลูกค้า เพราะลูกค้ามีความพึงพอใจอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือกลไกที่ช่วยรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในช่วงเวลาระหว่างการเข้าพักครั้งหนึ่งกับการกลับมาใช้บริการอีกครั้ง

 

กรณีศึกษา: Ecommerce ที่มี Traffic สูง แต่ลูกค้ากลับไม่ซื้อซ้ำ

สถานการณ์

ผู้ค้าปลีกออนไลน์ที่จำหน่ายสินค้าสำหรับบ้านสามารถสร้างทั้ง Paid Traffic และ Organic Traffic ได้ในปริมาณมาก และมี Conversion Rate สำหรับการซื้อครั้งแรกที่ค่อนข้างดีอย่างไรก็ตาม อัตราการรักษาลูกค้าและการซื้อซ้ำต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างมาก ทำให้ธุรกิจต้องพึ่งพาการหาลูกค้าใหม่เพื่อสร้างรายได้เป็นส่วนใหญ่ แทนที่จะได้รับประโยชน์จากฐานลูกค้าเดิมที่กลับมาซื้ออย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ Journey Mapping เปิดเผย

  • ขั้นตอน Decision และ Purchase ทำงานได้ดี โดยมี Checkout Process ที่ราบรื่นและได้รับการปรับปรุงมาอย่างเหมาะสม
  • แต่ประสบการณ์หลังการซื้อมีน้อยมาก ลูกค้าได้รับเพียงอีเมลยืนยันการจัดส่งสินค้า โดยไม่มีการติดตามผลเกี่ยวกับการใช้งานสินค้า ความพึงพอใจ หรือการแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้อง
  • ระยะเวลาการตอบกลับของฝ่ายบริการลูกค้า แม้จะไม่ได้ช้ามาก แต่ก็ช้ากว่าคู่แข่ง ทำให้ปัญหาหลังการซื้อใช้เวลานานกว่าที่ลูกค้าคาดหวังในการแก้ไข ซึ่งอาจค่อย ๆ สร้างประสบการณ์เชิงลบหลังจากการซื้อที่ควรเป็นประสบการณ์ที่ดี

ผลลัพธ์

ธุรกิจเริ่มสร้าง Post-purchase Email Sequence ที่มีรายละเอียดมากขึ้น เช่น คำแนะนำในการดูแลสินค้า การขอ Feedback และการแนะนำสินค้าที่เกี่ยวข้องตามสินค้าที่ลูกค้าเคยซื้อ นอกจากนี้ ยังลงทุนเพิ่มเพื่อปรับปรุงความรวดเร็วในการตอบกลับของฝ่ายบริการลูกค้า ส่งผลให้อัตราการซื้อซ้ำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายเดือนต่อมา โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อหาลูกค้าใหม่เลย

 

สิ่งที่กรณีศึกษาเหล่านี้มีเหมือนกัน

จุดที่เกิดปัญหามักไม่ใช่จุดที่มองเห็นได้ชัดที่สุด

ทั้งสามกรณีแสดงให้เห็นว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นในขั้นตอนที่ธุรกิจคิดว่าเป็นต้นเหตุ ซึ่งมักเป็นขั้นตอนที่มองเห็นได้ชัดและได้รับการติดตามมากที่สุด เช่น การตลาดหรือการสร้าง Conversion ในช่วงแรก ในทางกลับกัน ปัญหากลับเกิดขึ้นในขั้นตอนที่เงียบกว่าและได้รับการติดตามน้อยกว่า เช่น Onboarding การรักษาความสัมพันธ์หลังการเข้าพัก หรือ Post-purchase Engagement นี่เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อย และเป็นเหตุผลว่าทำไมการมอง Customer Journey แบบครบทั้งเส้นทางจึงมีความสำคัญกว่าการดู Metrics ของแต่ละแผนกแยกกัน

การแก้ปัญหาในจุดที่ถูกต้องสามารถสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าที่คาด

ในแต่ละกรณี การแก้ปัญหาไม่จำเป็นต้องลงทุนจำนวนมาก อาจเป็นเพียงการสร้าง Guided Onboarding Flow การส่ง Personalized Email หรือการปรับปรุงความรวดเร็วของ Customer Support แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถสร้างผลลัพธ์ที่มากกว่าที่คาดได้ เพราะธุรกิจกำลังแก้ไข จุดที่เป็นต้นเหตุของปัญหาจริง แทนที่จะเพิ่มการลงทุนในขั้นตอนที่ทำงานได้ดีอยู่แล้ว

 

ธุรกิจจะเริ่มทำ Customer Journey Mapping ได้อย่างไร?

แนวทางเริ่มต้นที่นำไปใช้ได้จริง

  • ระบุ Customer Touchpoints ทั้งหมดที่ลูกค้ามีกับธุรกิจ ตั้งแต่ช่วง Awareness ไปจนถึงความสัมพันธ์หลังการซื้อ
  • รวบรวมทั้งข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น Drop-off Rate, Response Time และ Retention Figures รวมถึงข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น Feedback จากลูกค้าและข้อมูลจากการติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
  • มองหาช่องว่างระหว่างแผนกหรือระหว่างแต่ละขั้นตอนของ Customer Journey โดยเฉพาะ เพราะช่วงเปลี่ยนผ่านเหล่านี้มักเป็นจุดที่ปัญหาซ่อนอยู่
  • ให้ความสำคัญกับขั้นตอนที่มีหลักฐานชัดเจนว่ากำลังเกิดการสูญเสียลูกค้าหรือความไม่พึงพอใจ โดยไม่ควรสมมติว่าขั้นตอนที่มองเห็นได้ชัดที่สุดหรือได้รับการทำการตลาดมากที่สุดจะต้องเป็นจุดที่ต้องแก้ไขมากที่สุดเสมอ

คำถามที่พบบ่อย

Customer Journey Mapping แตกต่างจาก Sales Funnel อย่างไร?

Sales Funnel มักเน้นเฉพาะขั้นตอนก่อนการตัดสินใจซื้อ เช่น Awareness, Consideration และ Decision ขณะที่ Customer Journey ครอบคลุมมากกว่านั้น โดยรวมไปถึง Onboarding, Retention และ Advocacy ความแตกต่างนี้มีความสำคัญ เพราะธุรกิจอาจสูญเสียคุณค่าจำนวนมากหลังจากการซื้อครั้งแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ Sales Funnel แบบดั้งเดิมมักไม่ได้ครอบคลุม

ธุรกิจควรทบทวนและอัปเดต Customer Journey Map บ่อยแค่ไหน?

ไม่มีระยะเวลาที่ตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ แต่แนวทางที่เหมาะสมคือการทบทวน Customer Journey Map เมื่อธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เช่น เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มช่องทางการขาย หรือออกแบบเว็บไซต์ใหม่ นอกจากนี้ ควรทบทวนเป็นระยะ เช่น ประมาณปีละครั้ง แม้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เนื่องจากความคาดหวังและพฤติกรรมของลูกค้าสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตามเวลา

การทำ Customer Journey Mapping จำเป็นต้องใช้เครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ราคาแพงหรือไม่?

ไม่จำเป็น แม้ว่าจะมีซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่ช่วยในการสร้างภาพและติดตามข้อมูล Customer Journey ในระดับใหญ่ แต่ธุรกิจสามารถเริ่มต้นได้จากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เช่น Analytics, Support Tickets และ Sales Records จากนั้นสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มารวมกับการสัมภาษณ์หรือทำแบบสำรวจลูกค้า และจัดทำเป็น Customer Journey Map แบบง่าย ๆ ตามแต่ละขั้นตอน คุณค่าที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือที่ใช้ แต่อยู่ที่การมีวินัยในการมองประสบการณ์ของลูกค้าแบบองค์รวม

ขั้นตอนใดของ Customer Journey ที่ธุรกิจมักละเลยมากที่สุด?

จากรูปแบบที่พบได้บ่อย ขั้นตอน Post-purchase และ Retention มักเป็นส่วนที่ถูกละเลยมากที่สุด เนื่องจากเป็นช่วงที่มองเห็นได้ไม่ชัดเท่ากับ Customer Acquisition หรือ Initial Conversion นอกจากนี้ ต้นทุนจากการละเลยขั้นตอนนี้ เช่น การที่ลูกค้าค่อย ๆ เลิกใช้บริการ ก็อาจไม่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจนและทันทีเหมือนกับจำนวน Trial Signups หรือ Checkout Completions ที่ลดลง

Customer Journey Mapping มีประโยชน์กับธุรกิจขนาดเล็กหรือเหมาะกับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น?

Customer Journey Mapping มีประโยชน์กับธุรกิจแทบทุกขนาด เพียงแต่ระดับความซับซ้อนควรปรับให้เหมาะสมกับธุรกิจ ธุรกิจขนาดเล็กอาจมี Customer Journey ที่สั้นและมี Touchpoints น้อยกว่า ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่ที่มีช่องทางการขายหลายช่องทางอาจต้องสร้าง Customer Journey Map ที่มีรายละเอียดและหลายขั้นตอนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณค่าหลักของ Customer Journey Mapping คือการช่วยให้ธุรกิจเห็นว่า ลูกค้ากำลังหายไปหรือหยุดใช้บริการในขั้นตอนใดของเส้นทาง ซึ่งเป็นประโยชน์กับทั้งธุรกิจขนาดเล็กและองค์กรขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน

Line Whatsapp