วิธีเพิ่มยอดขายด้วย Digital Marketing

Table of Contents

วิธีเพิ่มยอดขายด้วย Digital Marketing

มีช่วงเวลาหนึ่งที่ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยลูกค้าที่เดินเข้าร้าน การบอกต่อแบบปากต่อปาก และการลงรายชื่อในไดเรกทอรีท้องถิ่น โลกแบบนั้นไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่มีขนาดเล็กลงอย่างมาก และยังคงลดลงทุกปี

ปัจจุบัน การตัดสินใจซื้อส่วนใหญ่ — แม้แต่การซื้อที่เกิดขึ้นภายหลังที่ร้านค้าหรือสำนักงานจริง — เริ่มต้นจากช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล การเลื่อนดูโซเชียลมีเดีย การเปรียบเทียบรีวิว หรือโฆษณาที่ผู้บริโภคกดเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ธุรกิจที่ไม่ได้ปรากฏตัวอย่างสม่ำเสมอและมีกลยุทธ์ในจุดสัมผัสดิจิทัลเหล่านี้ ไม่ได้เพียงพลาดโอกาสในการเติบโตเท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นในช่วงเวลาที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจว่าจะซื้อจากใคร

บทความนี้จะพาไปดูวิธีการทำ Digital Marketing ที่สามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้จริง ไม่ใช่ในรูปแบบเช็กลิสต์ที่ธุรกิจต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน แต่เป็นการมองแต่ละเครื่องมือว่าเหมาะกับขั้นตอนใดของเส้นทางลูกค้า ตั้งแต่การรู้จักธุรกิจครั้งแรก ไปจนถึงการตัดสินใจกลายเป็นลูกค้าที่ชำระเงินจริง พร้อมอธิบายว่าทำไมการลงทุนด้าน Digital Marketing จึงมีความสำคัญต่อธุรกิจแทบทุกขนาดและทุกอุตสาหกรรม

 

ทำไม Digital Marketing จึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มยอดขาย

เส้นทางการซื้อในปัจจุบันเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เป็นส่วนใหญ่

ไม่ว่าจะเป็นการซื้อรองเท้า การเลือกผู้รับเหมา หรือการพิจารณาซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร กระบวนการตัดสินใจส่วนใหญ่ เช่น การค้นคว้าข้อมูล การเปรียบเทียบ การอ่านรีวิว และการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ล้วนเกิดขึ้นผ่านช่องทางดิจิทัล และมักเกิดขึ้นบนอุปกรณ์หลายประเภทและหลายช่วงเวลาก่อนที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อในที่สุด ธุรกิจที่ไม่ปรากฏตัวในกระบวนการเหล่านี้ก็อาจไม่ได้อยู่ในตัวเลือกของลูกค้า ไม่ว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการจริงจะดีเพียงใดก็ตาม

วัดผลได้ในระดับที่การตลาดแบบดั้งเดิมทำได้ยาก

Digital Marketing สามารถวัดผลได้อย่างละเอียดกว่าการโฆษณาแบบดั้งเดิมอย่างมาก สามารถติดตามได้ว่าแคมเปญใด คีย์เวิร์ดใด หรือคอนเทนต์ใดนำไปสู่การขายแต่ละครั้ง ความสามารถในการวัดผลนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับงบประมาณและกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องจากข้อมูลจริง แทนที่จะต้องอาศัยการคาดเดาว่าอะไรน่าจะได้ผล

สามารถขยายหรือลดขนาดได้ตามความต้องการ

ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเริ่มต้นด้วยแคมเปญ Digital Marketing ขนาดเล็กที่เจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำภายใต้งบประมาณที่เข้าถึงได้ ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่สามารถเพิ่มงบประมาณเป็นหลักล้านผ่านช่องทางเดียวกัน การตลาดไม่กี่รูปแบบสามารถให้ความยืดหยุ่นในลักษณะนี้ได้ นั่นคือการเริ่มจากขนาดเล็ก ทดสอบว่าสิ่งใดได้ผล และค่อย ๆ เพิ่มการลงทุนจากข้อมูลจริง

คู่แข่งกำลังทำอยู่แล้ว

ในแทบทุกอุตสาหกรรม คู่แข่งต่างลงทุนกับ Digital Marketing ในระดับใดระดับหนึ่ง ธุรกิจที่ละเลยช่องทางเหล่านี้จึงไม่ได้เพียงพลาดโอกาสในการเติบโต แต่กำลังเปิดพื้นที่ให้คู่แข่งเข้าถึงลูกค้าในช่วงเวลาและช่องทางที่ธุรกิจไม่ได้ปรากฏตัว

 

Search Engine Optimization (SEO): เข้าถึงความต้องการที่มีอยู่แล้ว

seo marketing

SEO คือการเพิ่มโอกาสให้เว็บไซต์ปรากฏในผลการค้นหาแบบ Organic หรือผลการค้นหาที่ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา สำหรับคำค้นหาที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายกำลังค้นหาอยู่ ต่างจากโฆษณาแบบ Paid Advertising ที่หยุดสร้าง Traffic ทันทีเมื่อหยุดใช้งบประมาณ SEO สามารถสร้างสินทรัพย์ระยะยาวให้กับธุรกิจผ่านคอนเทนต์และความน่าเชื่อถือทางเทคนิค ซึ่งยังคงดึงดูดผู้เข้าชมที่เกี่ยวข้องได้หลังจากการลงทุนในช่วงแรก จึงเป็นหนึ่งในวิธีสร้างยอดขายระยะยาวที่มีความคุ้มค่า

จุดที่การทำ SEO มักสร้างผลลัพธ์ได้ดี

  • ปรับปรุงหน้าบริการหรือหน้าสินค้าหลักให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้ากำลังค้นหาอย่างชัดเจน
  • สร้างคอนเทนต์ที่มีประโยชน์จริง เช่น คู่มือ บทความเปรียบเทียบ และ FAQ เพื่อรองรับการค้นหาในช่วงต้นของ Customer Journey ก่อนที่ลูกค้าจะพร้อมซื้อ แต่กำลังอยู่ในขั้นตอนค้นคว้าข้อมูล
  • ปรับปรุง Technical SEO เช่น ความเร็วเว็บไซต์ การใช้งานบนมือถือ และโครงสร้างเว็บไซต์ ซึ่งส่งผลทั้งต่ออันดับการค้นหาและความสามารถของเว็บไซต์ในการเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้า
  • เพิ่ม Visibility ด้าน Local SEO สำหรับธุรกิจที่ให้บริการในพื้นที่เฉพาะ เนื่องจากการค้นหาในท้องถิ่นมักมีความตั้งใจซื้อค่อนข้างสูง

ตัวอย่างเช่น บริษัทระบบปรับอากาศในระดับภูมิภาคอาจได้รับผลตอบแทนจากหน้า Homepage ทั่วไปไม่มากนัก แต่สามารถเพิ่มจำนวนการติดต่อเพื่อใช้บริการได้อย่างต่อเนื่องหลังจากสร้างหน้าเว็บไซต์ที่ปรับ SEO สำหรับคำค้นหาที่มีความตั้งใจซื้อสูง เช่น "ซ่อมแอร์ฉุกเฉิน" ในเมืองที่ให้บริการโดยเฉพาะ วิธีนี้ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงผู้ที่กำลังมองหาบริการนั้นอยู่ในช่วงเวลาที่มีโอกาสซื้อสูงที่สุด

 

Pay-Per-Click (PPC) และ Paid Search Advertising: เพิ่ม Visibility ได้ทันทีและตรงกลุ่ม

ppc marketing

ในขณะที่ SEO ต้องใช้เวลาในการสร้าง Visibility แต่ Paid Search Advertising เช่น Google Ads สามารถทำให้ธุรกิจปรากฏอยู่ด้านบนของผลการค้นหาได้ทันทีสำหรับคีย์เวิร์ดที่เลือก จึงเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการสร้างยอดขายในระยะสั้น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจใหม่ที่กำลังสร้าง Organic Authority โปรโมชั่นตามฤดูกาลที่ต้องการ Visibility ทันที หรือคีย์เวิร์ดที่มีการแข่งขันสูงและต้องใช้เวลานานกว่าจะติดอันดับ Organic

สิ่งที่ทำให้ Paid Search มีประสิทธิภาพในการเพิ่มยอดขาย

  • การกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ: สามารถกำหนดจากคำค้นหาที่เฉพาะเจาะจง เพื่อให้โฆษณาเข้าถึงผู้ที่กำลังค้นหาสิ่งที่ใกล้เคียงกับข้อเสนอของธุรกิจ
  • ควบคุมงบประมาณได้: สามารถเพิ่มหรือลดงบประมาณตามผลลัพธ์ที่วัดได้
  • ติดตาม Conversion ได้อย่างละเอียด: ทำให้ทราบว่าคีย์เวิร์ดและโฆษณาใดสร้างยอดขายจริง ไม่ใช่เพียงสร้าง Click
  • ทดสอบข้อความและข้อเสนอได้อย่างรวดเร็ว: สามารถทดลองข้อความโฆษณาและข้อเสนอหลายรูปแบบ แล้วปรับกลยุทธ์จากข้อมูลจริงภายในไม่กี่วันแทนที่จะต้องรอเป็นเดือน

 

Social Media Marketing: สร้างความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การซื้อ

ทั้ง Organic Social Media และ Paid Social Advertising สามารถช่วยเพิ่มยอดขายได้ แต่กลไกการทำงานอาจแตกต่างจาก Search Marketing Social Media มักช่วยสร้างความคุ้นเคย ความไว้วางใจ และ Engagement ผ่านการพบเห็นซ้ำ ๆ ทำให้กลุ่มเป้าหมายเปิดรับข้อเสนอของธุรกิจมากขึ้นในอนาคต แทนที่จะจับความต้องการซื้อที่มีอยู่แล้วโดยตรงเหมือน Search

กลยุทธ์ Social Media ที่ช่วยเพิ่มยอดขาย

  • นำเสนอการใช้งานสินค้าจริง ผลลัพธ์จากลูกค้า หรือคอนเทนต์เบื้องหลัง เพื่อสร้างความไว้วางใจอย่างเป็นธรรมชาติ แทนการพึ่งพาโฆษณาที่ดูสวยงามเพียงอย่างเดียว
  • ใช้ Paid Social Campaigns ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และใช้ Retargeting กับผู้ที่เคยมี Interaction กับแบรนด์
  • ใช้ User-Generated Content และรีวิวจากลูกค้า ซึ่งมักสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าคอนเทนต์ที่สร้างโดยแบรนด์เพียงฝ่ายเดียว
  • ใช้ Shoppable Posts และระบบซื้อสินค้าภายในแพลตฟอร์มเมื่อมีให้บริการ เพื่อลดขั้นตอนระหว่างการค้นพบสินค้าและการซื้อ

ตัวอย่างเช่น แบรนด์สกินแคร์อาจสร้างยอดขายได้ดีกว่าจากคอนเทนต์ที่แสดงผลลัพธ์จริงของลูกค้าและรีวิวอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเทียบกับภาพถ่ายสินค้าในสตูดิโอที่ดูสมบูรณ์แบบเพียงอย่างเดียว เพราะผู้บริโภคมักเชื่อ Social Proof จากผู้ใช้จริงมากกว่าการสื่อสารจากแบรนด์ โดยเฉพาะสินค้าที่ผลลัพธ์จากการใช้งานจริงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อ

 

Email Marketing: หนึ่งในช่องทางที่ให้ผลตอบแทนสูง

email marketing

แม้ Email Marketing จะเป็นหนึ่งในช่องทาง Digital Marketing ที่มีมานานที่สุด แต่ยังคงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนสูง เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มคนที่เลือกสมัครรับข้อมูลจากธุรกิจแล้ว ซึ่งหมายความว่าคนเหล่านี้มีระดับความสนใจในธุรกิจอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ต่างจากการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่รู้จักแบรนด์

กลยุทธ์ Email ที่ช่วยเพิ่มยอดขาย

  • Abandoned Cart Sequence: ส่งอีเมลอัตโนมัติเพื่อติดตามผู้ที่เพิ่มสินค้าลงตะกร้าแต่ยังไม่ได้ชำระเงิน
  • Personalized Product Recommendations: แนะนำสินค้าตามประวัติการเข้าชมหรือการซื้อที่ผ่านมา
  • Segmented Campaigns: แบ่งกลุ่มแคมเปญตามประเภทลูกค้า เช่น Subscriber ใหม่ ลูกค้าที่เคยซื้อ หรือกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้ใช้งานมาระยะหนึ่ง แทนการส่งอีเมลแบบเดียวกันให้ทุกคน
  • Automated Nurture Sequences: ใช้ระบบอัตโนมัติในการค่อย ๆ นำ Lead ไปสู่การตัดสินใจซื้อ เหมาะอย่างยิ่งกับสินค้าหรือบริการที่ต้องใช้เวลาในการพิจารณานาน

 

Content Marketing: สร้างความน่าเชื่อถือก่อนเกิดการขาย

Content Marketing เช่น Blog, Guide, Video และ Case Study โดยทั่วไปอาจไม่ได้สร้างยอดขายทันทีเหมือนโฆษณาที่ตรงกลุ่ม แต่ช่วยสร้างความไว้วางใจและแสดงความเชี่ยวชาญในระยะยาว เมื่อถึงเวลาที่ลูกค้าพร้อมตัดสินใจซื้อ ธุรกิจที่สร้างความน่าเชื่อถือไว้ก่อนแล้วจึงมีโอกาสถูกเลือกมากขึ้น เมื่อเทียบกับคู่แข่งหลายรายที่ดูน่าเชื่อถือในระดับใกล้เคียงกัน

 

Content Marketing มีบทบาทอย่างไรใน Sales Process

  • สร้างคอนเทนต์ให้ความรู้ที่ตอบคำถามหรือข้อกังวลของลูกค้าก่อนตัดสินใจซื้อ
  • สร้าง Case Study และ Customer Success Story ที่แสดงผลลัพธ์จริงอย่างชัดเจน
  • สร้างคอนเทนต์เปรียบเทียบเพื่อช่วยให้ลูกค้าประเมินตัวเลือกต่าง ๆ โดยควรนำเสนออย่างเป็นธรรมและสมดุล
  • สร้าง Video Content ซึ่งสามารถสร้างความไว้วางใจและแสดงคุณภาพของสินค้าและบริการได้ชัดเจนกว่าข้อความเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะสินค้าหรือบริการที่ต้องใช้เวลาพิจารณาก่อนซื้อ

 

Remarketing: ดึงความสนใจที่อาจสูญเสียไปกลับมา

ผู้เข้าชมเว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำ Conversion ในการเข้าชมครั้งแรก Remarketing จึงช่วยดึงความสนใจของคนเหล่านี้กลับมา โดยการแสดงโฆษณาที่ตรงกับผู้ที่เคยเข้าชมเว็บไซต์ ดูสินค้า หรือเริ่มกระบวนการซื้อ วิธีนี้ช่วยรักษาความสนใจที่เกิดขึ้นแล้วแทนที่จะปล่อยให้หายไป และมักเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ Digital Marketing ที่มีประสิทธิภาพด้านต้นทุน เพราะสามารถกำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มคนที่แสดงความสนใจในธุรกิจแล้ว แทนที่จะเริ่มต้นจากกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่รู้จักแบรนด์

 

Influencer และ Affiliate Marketing: ใช้ประโยชน์จากความไว้วางใจที่มีอยู่แล้ว

การทำงานร่วมกับ Influencer หรือ Affiliate ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงกลุ่มผู้ติดตามผ่านบุคคลที่พวกเขาไว้วางใจ แทนที่จะต้องพึ่งพาความน่าเชื่อถือของแบรนด์เพียงอย่างเดียว

วิธีนี้เหมาะเป็นพิเศษกับสินค้า Consumer Products ที่คำแนะนำจากผู้ใช้งานหรือบุคคลที่ติดตามมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ขณะที่ Affiliate Marketing ซึ่งจ่ายค่าตอบแทนเมื่อเกิดยอดขายจริง สามารถเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในด้าน ROI เพราะต้นทุนเชื่อมโยงโดยตรงกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น แทนที่จะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายล่วงหน้าโดยไม่รู้ว่าจะเกิดยอดขายหรือไม่

 

สรุป

วิธีการเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะธุรกิจที่สามารถสร้างยอดขายและการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องมักใช้หลายวิธีร่วมกัน โดยแต่ละช่องทางมีบทบาทแตกต่างกันใน Customer Journey

Search และ Content Marketing ช่วยสร้างและรองรับความต้องการตั้งแต่ช่วงต้นของกระบวนการ Paid Search และ Social Advertising ช่วยสร้าง Visibility และ Traffic ได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ Remarketing และ Email ช่วยดึงความสนใจที่อาจสูญเสียไปกลับมา ไม่มีวิธีใดสามารถทดแทนทุกวิธีได้ทั้งหมด เพราะแต่ละช่องทางตอบโจทย์คนละช่วงของกระบวนการที่ลูกค้าใช้ในการตัดสินใจซื้อ

คำถามที่พบบ่อย

วิธี Digital Marketing ใดช่วยเพิ่มยอดขายได้เร็วที่สุด?

โดยทั่วไป Paid Search และ Paid Social Advertising สามารถสร้างผลลัพธ์ด้านยอดขายที่วัดผลได้เร็วที่สุด เนื่องจากสามารถนำ Traffic ที่ตรงกลุ่มเข้ามาได้เกือบจะทันทีหลังจากเปิดแคมเปญ แตกต่างจาก SEO หรือ Content Marketing ที่ต้องใช้เวลาในการสร้าง Momentum

อย่างไรก็ตาม "เร็วที่สุด" ไม่ได้หมายความว่า "คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว" เพราะ Paid Channels จะหยุดสร้างผลลัพธ์ทันทีเมื่อหยุดใช้งบประมาณ ในขณะที่ SEO และ Content Marketing สามารถสร้างมูลค่าต่อเนื่องหลังจากการลงทุนในช่วงแรก ดังนั้นการใช้ทั้งวิธีระยะสั้นและระยะยาวร่วมกันจึงมักเป็นกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่า

ธุรกิจควรมีงบประมาณ Digital Marketing เท่าไรจึงจะช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมีนัยสำคัญ?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม ระดับการแข่งขัน และเป้าหมายด้านยอดขายของแต่ละธุรกิจ

ธุรกิจจำนวนมากจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งของรายได้ให้กับ Marketing โดยสัดส่วนจะแตกต่างกันตามช่วงการเติบโตและระดับการแข่งขัน และ Digital Channels มักเป็นส่วนสำคัญของงบประมาณ เนื่องจากผู้บริโภคใช้ช่องทางออนไลน์ในการค้นคว้าและตัดสินใจซื้อเป็นจำนวนมาก

แนวทางที่เหมาะสมคือเริ่มจากงบประมาณในระดับที่สามารถบริหารได้ ใช้ช่องทางที่เน้นเป้าหมายชัดเจน และติดตามผลอย่างละเอียด จากนั้นจึงเพิ่มงบประมาณตาม Performance ที่วัดได้ แทนการใช้งบจำนวนมากกับหลายช่องทางพร้อมกันโดยไม่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับตัดสินใจ

ระหว่าง SEO กับ Paid Advertising อะไรเป็นการลงทุนที่ดีกว่าสำหรับการเพิ่มยอดขาย?

ทั้งสองวิธีมีจุดประสงค์แตกต่างกันมากกว่าที่จะแข่งขันกันโดยตรง และธุรกิจส่วนใหญ่สามารถได้รับประโยชน์จากการใช้ทั้งสองวิธีร่วมกัน

Paid Advertising ให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและสามารถควบคุมได้มากกว่า จึงเหมาะกับความต้องการที่มีกรอบเวลาชัดเจนหรือธุรกิจใหม่ที่กำลังสร้าง Organic Visibility

ส่วน SEO ช่วยสร้างสินทรัพย์ระยะยาวที่สามารถเพิ่ม Traffic ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องจ่ายค่า Click ทุกครั้ง จึงเป็นการลงทุนระยะยาวที่แข็งแกร่งกว่าเมื่อธุรกิจมีเวลาและความสม่ำเสมอเพียงพอในการสร้าง Authority

โดยทั่วไปต้องใช้เวลานานแค่ไหนจึงจะเห็นยอดขายเพิ่มขึ้นจาก Digital Marketing?

ระยะเวลาขึ้นอยู่กับแต่ละช่องทางอย่างมาก Paid Advertising สามารถเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่วัดได้ภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเปิดแคมเปญ ขณะที่ Conversion Rate Optimization หรือ CRO ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ค่อนข้างเร็ว เพราะเป็นการปรับปรุง Conversion จาก Traffic ที่มีอยู่แล้ว

ส่วน SEO และ Content Marketing โดยทั่วไปต้องใช้เวลาหลายเดือนในการสร้าง Momentum ที่มีนัยสำคัญ แต่ผลลัพธ์มักมีความต่อเนื่องและคุ้มค่ามากขึ้นเมื่อสร้างฐานได้สำเร็จ

ดังนั้นการวางความคาดหวังที่เหมาะสมควรประกอบด้วยการสร้างผลลัพธ์ระยะสั้นจาก Paid Channels และ CRO ควบคู่กับการลงทุนระยะยาวใน SEO และ Content ซึ่งสามารถสร้างผลลัพธ์สะสมเพิ่มขึ้นตามเวลา

ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ทุกวิธีเหล่านี้หรือไม่ หรือควรเลือกเพียงไม่กี่วิธี?

โดยทั่วไปธุรกิจขนาดเล็กจะได้รับประโยชน์มากกว่าจากการเลือกใช้เพียงไม่กี่วิธีที่เหมาะกับธุรกิจและทำให้แต่ละวิธีมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ แทนที่จะกระจายงบประมาณที่มีจำกัดไปยังทุกช่องทาง

จุดเริ่มต้นที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้เวลาอยู่ที่ไหน และโดยปกติพวกเขาค้นหาหรือค้นพบธุรกิจประเภทนั้นอย่างไร

ตัวอย่างเช่น ธุรกิจบริการในท้องถิ่นอาจให้ความสำคัญกับ Local SEO และ Google Ads ขณะที่ธุรกิจสินค้า Consumer Products ที่เน้นภาพลักษณ์อาจให้ความสำคัญกับ Social Media และ Influencer Marketing ก่อน จากนั้นจึงค่อยเพิ่มช่องทางอื่นเมื่อมีงบประมาณและข้อมูล Performance ที่เพียงพอสำหรับการลงทุนเพิ่มเติม

Line Whatsapp