โซเชียลมีเดียช่วยดันเว็บไซต์และ SEO ได้อย่างไร? ทำเว็บไซต์ต้องรู้!
หลายธุรกิจลงทุนทำเว็บไซต์อย่างจริงจัง ทั้งดีไซน์ ฟังก์ชัน และเนื้อหา แต่กลับพบว่าจำนวนผู้เข้าชมยังไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกันก็มีการสื่อสารบน Facebook, Instagram หรือแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นอยู่เป็นประจำ คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ สิ่งที่ทำบนโซเชียลมีเดียเหล่านั้น มีผลกับเว็บไซต์และการค้นหาบน Google จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงคนละส่วนที่แยกจากกัน
ความจริงแล้ว เว็บไซต์และโซเชียลมีเดียไม่ได้ทำงานแบบโดดเดี่ยว การเคลื่อนไหวบนแพลตฟอร์มออนไลน์ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ใช้ ตั้งแต่การรับรู้แบรนด์ การตัดสินใจคลิก ไปจนถึงการกลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ซ้ำ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแรงให้เว็บไซต์ในระยะยาว
บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า การทำการตลาดบนโซเชียลมีเดีย สามารถสนับสนุนเว็บไซต์และการทำ SEO ได้ยังไง? มีเว็บแล้วควรทำอยู่หรือไม่? และเหตุใดธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน ควรมองทั้งสองส่วนเป็นภาพเดียวกัน ไม่ใช่แยกออกจากกันเหมือนที่ผ่านมา มาอ่านกันเลย!
หน้าที่ของโซเชียลมีเดียกับเว็บไซต์
เริ่มจากหน้าที่ของโซเชียลในมุมของการทำเว็บไซต์และการค้นหาบน Google บทบาทของช่องทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ทุกครั้งที่มีการเผยแพร่คอนเทนต์บนเพจ ไม่ว่าจะเป็นบทความ ความรู้ หรือเคสงานจริง ล้วนเป็นโอกาสในการพาผู้คนกลับมาที่เว็บไซต์โดยตรง
ลองนึกถึงสถานการณ์ที่เพจของบริษัทมีโพสต์แนะนำบทความเชิงความรู้ พร้อมลิงก์ให้คลิกไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ ผู้ที่สนใจจะใช้เวลาอยู่กับเนื้อหานานขึ้น อ่านข้อมูลเชิงลึก และอาจคลิกไปดูบริการอื่นต่อ พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าเว็บไซต์มีคุณค่า และกำลังตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่เครื่องมือค้นหาให้ความสำคัญ
ตารางเปรียบเทียบหน้าที่ของเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย
| ประเด็น | เว็บไซต์ | โซเชียลมีเดีย |
| บทบาทหลัก | เป็นศูนย์กลางข้อมูลของธุรกิจ | เป็นช่องทางสื่อสารและสร้างการรับรู้ |
| ลักษณะเนื้อหา | ข้อมูลเชิงลึก รายละเอียดครบ เป็นทางการ | เนื้อหาสั้น กระชับ เข้าถึงง่าย |
| อายุของเนื้อหา | อยู่ได้นาน ค้นหาเจอได้ต่อเนื่อง | มีอายุสั้น ต้องโพสต์สม่ำเสมอ |
| ความน่าเชื่อถือ | ช่วยสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ | สร้างความคุ้นเคยและความเป็นกันเอง |
| เป้าหมายหลัก | ให้ข้อมูลและช่วยในการตัดสินใจ | ดึงความสนใจและกระตุ้นให้คลิก |
| การค้นหาข้อมูล | รองรับการค้นหาผ่าน Google | พบผ่านฟีดหรือการแชร์เป็นหลัก |
| การควบคุมเนื้อหา | ธุรกิจควบคุมได้ทั้งหมด | ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มและอัลกอริทึม |
| การวัดผล | วิเคราะห์จากพฤติกรรมการใช้งานในเชิงลึก | วัดจากการมีส่วนร่วม เช่น ไลก์ แชร์ คอมเมนต์ |
| บทบาทต่อการขาย | รองรับข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ | สร้างโอกาสและพาลูกค้าเข้าสู่เว็บไซต์ |
ยกตัวอย่างเช่น เพจของ Digital Agency Bangkok ที่แชร์บทความเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ธุรกิจ เมื่อผู้ติดตามคลิกลิงก์เข้าไปอ่านบนเว็บไซต์ พวกเขามักจะเปิดหลายหน้าเพื่อดูผลงาน หรืออ่านบทความที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม การเคลื่อนไหวเหล่านี้ช่วยเพิ่มคุณภาพของทราฟฟิก ไม่ใช่แค่ตัวเลขผู้เข้าชม แต่เป็นผู้เข้าชมที่มีความสนใจจริง
นอกจากนี้ การมีเนื้อหาบนโซเชียลมีเดียที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ ยังช่วยให้แบรนด์ถูกจดจำในหลายจุด เมื่อผู้ใช้งานเห็นชื่อบริษัทซ้ำ ๆ ทั้งบนแพลตฟอร์มออนไลน์และหน้าเว็บไซต์ ความน่าเชื่อถือจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งการขายตรง และเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจเลือกใช้บริการ เว็บไซต์ก็จะกลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักที่ผู้ใช้งานกลับมาอีกครั้ง
พฤติกรรมผู้ใช้จากโซเชียลมีเดีย ส่งผลต่อคุณภาพเว็บไซต์อย่างไร
1. เพิ่มคุณภาพผู้เข้าชมเว็บไซต์ ไม่ใช่แค่จำนวนคนเข้า
ผู้ที่คลิกเข้ามาจากช่องทางโซเชียลมีเดีย มักมีความสนใจในหัวข้อนั้นอยู่แล้ว เพราะพวกเขาเลือกคลิกจากเนื้อหาที่อ่านบนเพจ ต่างจากบางกรณีที่มาจากการค้นหาแบบกว้าง ๆ เมื่อผู้เข้าชมมีความตั้งใจ เว็บไซต์จึงมีโอกาสแสดงเนื้อหาได้ตรงความต้องการมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบทความ ข้อมูลบริการ หรือผลงานที่ผ่านมา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ผู้ใช้งานใช้เวลาอยู่บนเว็บไซต์นานขึ้น เปิดหลายหน้า และมีแนวโน้มกลับมาใช้งานซ้ำ พฤติกรรมเหล่านี้ช่วยสะท้อนว่าเว็บไซต์มีคุณภาพ และกำลังตอบโจทย์ผู้ใช้งานจริง
2. กระตุ้นการมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง
เมื่อมีการแชร์ลิงก์บทความหรือหน้าเว็บไซต์ผ่านเพจอย่างสม่ำเสมอ เว็บไซต์จะไม่ได้ถูกมองว่าเป็นพื้นที่นิ่ง ๆ ที่อัปเดตนาน ๆ ครั้ง แต่เป็นแหล่งข้อมูลที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาอ่าน คอมเมนต์ หรือแชร์ต่อได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างเช่น บทความที่ถูกนำไปพูดถึงบนแพลตฟอร์มออนไลน์ มักได้รับการคลิกซ้ำจากหลายช่วงเวลา ไม่ได้พุ่งแค่วันแรกแล้วเงียบหาย สิ่งนี้ช่วยยืดอายุของคอนเทนต์ และทำให้เว็บไซต์มีทราฟฟิกที่สม่ำเสมอมากขึ้น
3. เสริมความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์ในสายตาผู้ใช้งาน
เมื่อผู้ใช้งานเห็นว่าเว็บไซต์เชื่อมโยงกับช่องทางออนไลน์ที่มีการดูแลอย่างจริงจัง มีเนื้อหาสอดคล้องกัน และให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกัน ความมั่นใจต่อแบรนด์จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เว็บไซต์จะไม่ถูกมองว่าเป็นเพียงหน้าแนะนำบริการ แต่เป็นศูนย์กลางข้อมูลของธุรกิจ
การมีบทความที่ถูกแชร์ อ้างอิง หรือพูดถึงผ่านเพจ ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ของความเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าในระยะยาว
ทำไมธุรกิจที่มีเว็บไซต์ดี ควรลงทุนกับคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียควบคู่กัน
เมื่อเว็บไซต์และการสื่อสารบนโซเชียลมีเดียถูกวางแผนให้ทำงานร่วมกัน ภาพรวมของการตลาดออนไลน์จะชัดเจนและแข็งแรงมากขึ้น เว็บไซต์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล ส่วนช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ทำหน้าที่พาผู้คนเข้ามาเจอข้อมูลนั้นในเวลาที่เหมาะสม การทำงานควบคู่กันลักษณะนี้ช่วยลดช่องว่างระหว่างการรับรู้กับการตัดสินใจของลูกค้า
ในหลายกรณี ผู้ใช้งานอาจเห็นคอนเทนต์จากเพจครั้งแรกเพียงเพื่ออ่านหรือเลื่อนผ่าน แต่เมื่อเจอชื่อแบรนด์ซ้ำ ๆ พร้อมเนื้อหาที่เชื่อมโยงกลับไปยังเว็บไซต์ ความคุ้นเคยจะค่อย ๆ เกิดขึ้น เมื่อถึงจุดที่พวกเขาต้องการข้อมูลเชิงลึก เว็บไซต์จะเป็นแหล่งอ้างอิงหลักที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดบริการ ตัวอย่างผลงาน หรือบทความที่ตอบคำถามเฉพาะทาง
การทำควบคู่กันยังช่วยให้การสร้างเนื้อหามีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น คอนเทนต์บนโซเชียลมีเดียสามารถนำประเด็นจากบทความบนเว็บไซต์มาเล่าในมุมที่สั้น กระชับ และเข้าถึงง่าย ขณะที่เว็บไซต์จะทำหน้าที่รองรับผู้อ่านที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม วิธีนี้ช่วยให้คอนเทนต์หนึ่งชิ้นถูกใช้งานได้หลายรูปแบบ และสร้างคุณค่าได้ยาวนานกว่าการโพสต์แบบแยกส่วน
สรุปมีเว็บไซต์แล้ว ยังจำเป็นต้องทำโซเชียลมีเดียอยู่มั้ย?
คำตอบคือ ยังจำเป็น และในหลายกรณีถือว่ายิ่งสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม เว็บไซต์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูล เป็นพื้นที่ที่แบรนด์ควบคุมได้เต็มที่ และช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว แต่เว็บไซต์เพียงอย่างเดียวมักไม่เพียงพอที่จะพาผู้คนเข้ามาเจอแบรนด์อย่างต่อเนื่อง หากไม่มีช่องทางที่ช่วยดึงความสนใจตั้งแต่แรก
โซเชียลมีเดียจึงเข้ามาเติมเต็มบทบาทตรงนี้ ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับกลุ่มเป้าหมายในชีวิตประจำวัน สร้างการมองเห็น กระตุ้นความสนใจ และพาผู้ใช้งานไปยังเว็บไซต์ในจังหวะที่เหมาะสม เมื่อทั้งสองส่วนทำงานร่วมกัน เว็บไซต์จะไม่ใช่แค่หน้าข้อมูลนิ่ง ๆ แต่กลายเป็นปลายทางของผู้ใช้งานที่มีความตั้งใจจริง ขณะที่โซเชียลมีเดียก็ไม่ใช่แค่พื้นที่โพสต์คอนเทนต์ แต่เป็นแรงส่งที่ช่วยให้เว็บไซต์และการค้นหาบน Google แข็งแรงขึ้น
ธุรกิจที่วางแผนการทำเว็บไซต์ควบคู่กับการสื่อสารบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเป็นระบบ มักเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่า ทั้งในแง่การเข้าถึงลูกค้า ความน่าเชื่อถือ และโอกาสในการเปลี่ยนผู้สนใจให้กลายเป็นลูกค้าจริง การเลือกทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งจึงอาจไม่ตอบโจทย์เท่ากับการมองภาพรวมและให้ทุกช่องทางสนับสนุนกันอย่างเหมาะสม