ค่าใช้จ่ายทำ SEO ในไทย คิดยังไง? รวมราคาทำ SEO รู้ก่อนตัดสินใจ
- ทำไมค่าใช้จ่าย SEO ของธุรกิจไทยถึงแตกต่างกันมาก
- ค่าใช้จ่ายทำ SEO ประกอบด้วยอะไรบ้าง
- เปรียบเทียบความครอบคลุมของแพ็กเกจ SEO ที่ดี ควรมีอะไรบ้าง
- SEO แบบรายเดือน กับ SEO แบบทำครั้งเดียว ต่างกันอย่างไร
- งบ SEO เท่าไหร่ถึงเหมาะกับธุรกิจในไทย
- สรุป: ค่าใช้จ่ายทำ SEO ในไทย คิดจากอะไร และควรรู้อะไรก่อนตัดสินใจ
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทำ SEO ในไทย (FAQ)
หลายธุรกิจในประเทศไทยเริ่มมองเห็นความสำคัญของการทำ SEO มากขึ้น เพราะการติดอันดับบน Google ไม่ได้ช่วยแค่เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม คำถามที่มักเกิดขึ้นทันทีเมื่อเริ่มสนใจเรื่องนี้คือ “ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่กันแน่”
เมื่อค้นหาข้อมูล คุณอาจเจอราคาที่แตกต่างกันอย่างมาก บางเจ้าเริ่มต้นเพียงหลักหมื่นต่อเดือน ขณะที่บางเอเจนซี่เสนอแพ็กเกจในระดับที่สูงกว่านั้นหลายเท่า ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้หลายธุรกิจไม่แน่ใจว่าค่าใช้จ่ายที่เห็นสะท้อนคุณภาพของงานมากน้อยแค่ไหน
ความสับสนเรื่องงบประมาณมักเกิดจากการไม่เข้าใจว่าเบื้องหลังของการทำอันดับบน Google มีองค์ประกอบอะไรบ้าง และบริการที่แต่ละบริษัททำ SEO นำเสนอนั้นครอบคลุมงานในระดับเดียวกันหรือไม่ บทความนี้จะช่วยอธิบายโครงสร้างค่าใช้จ่ายในการทำ SEO อย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณประเมินงบได้ตรงกับเป้าหมายของธุรกิจ และตัดสินใจลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
ทำไมค่าใช้จ่าย SEO ของธุรกิจไทยถึงแตกต่างกันมาก
เมื่อเริ่มสอบถามราคาการทำ SEO หลายธุรกิจมักจะเจอคำตอบที่ต่างกันมาก บางบริษัทเสนอราคาเริ่มต้นไม่กี่หมื่นบาทต่อเดือน ขณะที่บางเอเจนซี่ประเมินงบในระดับที่สูงกว่านั้นหลายเท่า ความแตกต่างนี้ไม่ได้เกิดจากการตั้งราคาแบบสุ่ม แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อขอบเขตงานและผลลัพธ์ในระยะยาว อย่างแรกคือ เป้าหมายของธุรกิจและพื้นที่ที่ต้องการทำตลาด ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ที่ต้องการเจาะลูกค้าในกรุงเทพฯ มักมีการแข่งขันสูงกว่าธุรกิจที่โฟกัสเฉพาะจังหวัดหรือเมืองท่องเที่ยวบางพื้นที่ เพราะมีคู่แข่งจำนวนมากที่กำลังพยายามติดอันดับด้วยคีย์เวิร์ดเดียวกัน การทำงานจึงต้องใช้เวลา ทรัพยากร และการวางแผนที่ละเอียดกว่า ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นตามไปด้วย
ตัวอย่างเว็บไซต์ลูกค้าทำ SEO ของ Digital Agency Bangkok ที่ต้องการทำ SEO ในลอนดอน ซึ่งอยู่ในประเทศอังกฤษ
อีกปัจจัยหนึ่งคือ สภาพเว็บไซต์เดิมก่อนเริ่มทำ SEO หากเว็บไซต์มีโครงสร้างไม่เหมาะกับการค้นหา โหลดช้า หรือมีปัญหาด้านเทคนิค ทีมงานจะต้องใช้เวลาปรับแก้พื้นฐานเหล่านี้ก่อนที่จะเริ่มเห็นผลด้านอันดับ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ธุรกิจบริการที่ไม่เคยทำ SEO มาก่อน อาจต้องเริ่มตั้งแต่การจัดโครงสร้างหน้า ปรับเนื้อหาให้ตอบคำถามลูกค้า และแก้ปัญหาทางเทคนิคหลายจุด ซึ่งแตกต่างจากเว็บไซต์ที่มีพื้นฐานดีอยู่แล้วและสามารถต่อยอดได้ทันที
นอกจากนี้ ขอบเขตของบริการที่รวมอยู่ในแพ็กเกจ ก็มีผลกับราคาอย่างมาก บางแพ็กเกจอาจเน้นเฉพาะการปรับหน้าเว็บไซต์และคีย์เวิร์ดพื้นฐาน ขณะที่บางแพ็กเกจครอบคลุมทั้งการวิเคราะห์คู่แข่ง การเขียนคอนเทนต์ใหม่ การปรับประสบการณ์ผู้ใช้งาน รวมถึงการดูแล Google Business Profile สำหรับธุรกิจท้องถิ่น งานเหล่านี้ต้องใช้ทีมที่มีความเชี่ยวชาญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นนักวิเคราะห์ นักเขียน และทีมเทคนิค
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไมค่าใช้จ่าย SEO สำหรับธุรกิจไทยจึงไม่มีราคากลางที่ตายตัว สิ่งสำคัญไม่ใช่การเลือกแพ็กเกจที่ถูกที่สุดหรือแพงที่สุด แต่คือการเข้าใจว่า งบประมาณที่คุณจ่ายไปครอบคลุมงานอะไรบ้าง และสอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจในระยะยาวหรือไม่
ค่าใช้จ่ายทำ SEO ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ค่าใช้จ่ายในการทำ SEO ไม่ได้เป็นแค่ค่าดันอันดับอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นการรวมงานหลายส่วนที่ต้องทำควบคู่กัน เพื่อให้เว็บไซต์เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน โดยทั่วไปแล้วต้นทุนของการทำ SEO มักประกอบด้วยองค์ประกอบหลักเหล่านี้
1.การวิเคราะห์เว็บไซต์และวางกลยุทธ์
ก่อนเริ่มลงมือทำงาน ทีมงานจะต้องตรวจสอบเว็บไซต์ทั้งหมด ตั้งแต่โครงสร้างหน้าเว็บ ความเร็ว การจัดวางเนื้อหา ไปจนถึงพฤติกรรมผู้ใช้งาน เพื่อดูว่าจุดไหนควรปรับ จุดไหนควรพัฒนา ขั้นตอนนี้คือพื้นฐานสำคัญของการวางแผนระยะยาว หากข้ามขั้นตอนนี้ไป การทำงานในระยะต่อไปมักไม่เห็นผลชัดเจน
2.การวิจัยคำค้นหาและพฤติกรรมลูกค้า
ค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งมาจากการเลือกคำค้นที่เหมาะกับธุรกิจจริง ไม่ใช่แค่คำที่มีคนค้นเยอะ แต่ต้องเป็นคำที่มีโอกาสสร้างลูกค้า ทีมงานจะดูทั้งเจตนาการค้นหา ระดับการแข่งขัน และความสอดคล้องกับบริการ ตัวอย่างเช่น ธุรกิจบริการในกรุงเทพฯ อาจต้องเลือกคำที่เจาะจงพื้นที่มากกว่าคำกว้าง ๆ เพื่อให้ได้ลูกค้าที่มีแนวโน้มติดต่อจริง
3.การปรับโครงสร้างและเทคนิคของเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่ทำ SEO ได้ดีต้องไม่มีปัญหาทางเทคนิค เช่น หน้าโหลดช้า ลิงก์เสีย โครงสร้าง URL ซับซ้อน หรือข้อมูลซ้ำซ้อน ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ครอบคลุมการแก้ไขระบบหลังบ้าน เพื่อให้เว็บไซต์พร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว ไม่ใช่แค่ปรับเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ชั่วคราว
4.การปรับและพัฒนาเนื้อหา
เนื้อหาบนเว็บไซต์มีผลโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือและการตัดสินใจของลูกค้า ค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมถึงการปรับเนื้อหาเดิมให้ชัดเจนขึ้น การเขียนบทความใหม่ที่ตอบคำถามลูกค้า และการจัดวางเนื้อหาให้สอดคล้องกับเส้นทางการใช้งานจริง เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจ แต่ให้คนอ่านแล้วอยากติดต่อ
5.การสร้างความน่าเชื่อถือจากภายนอกเว็บไซต์
การที่เว็บไซต์จะเติบโตอย่างมั่นคง ต้องมีสัญญาณความน่าเชื่อถือจากแหล่งอื่น ๆ ด้วย เช่น การอ้างอิงจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง หรือการจัดการข้อมูลธุรกิจบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายส่วนนี้จึงสะท้อนถึงการสร้างภาพลักษณ์และความไว้วางใจในระยะยาว ไม่ใช่การทำลิงก์แบบเร่งรีบ
6.การติดตามผลและปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง
การทำ SEO ไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ค่าใช้จ่ายรายเดือนมักครอบคลุมการติดตามข้อมูล วิเคราะห์ผลลัพธ์ และปรับแนวทางตามพฤติกรรมผู้ใช้และการแข่งขันจริง รายงานที่ดีควรช่วยให้เจ้าของธุรกิจเข้าใจว่าเว็บไซต์กำลังไปในทิศทางไหน และควรโฟกัสจุดใดต่อ
เปรียบเทียบความครอบคลุมของแพ็กเกจ SEO ที่ดี ควรมีอะไรบ้าง
| องค์ประกอบในแพ็กเกจ | แพ็กเกจ SEO ที่ดีเหมาะกับธุรกิจ | แพ็กเกจ SEO ทั่วไป |
| การวิเคราะห์ธุรกิจ | วิเคราะห์ประเภทธุรกิจ กลุ่มเป้าหมาย และเป้าหมายทางการตลาดก่อนเริ่ม | วิเคราะห์เว็บไซต์ในภาพรวม |
| การวางกลยุทธ์ | วางแผนเฉพาะธุรกิจ ปรับตามการแข่งขันและตลาด | ใช้โครงสร้างกลยุทธ์มาตรฐาน |
| การเลือกคีย์เวิร์ด | เลือกจากพฤติกรรมการค้นหาและโอกาสสร้างลูกค้า | เลือกจากปริมาณการค้นหาเป็นหลัก |
| Technical SEO | ตรวจสอบโครงสร้างเว็บไซต์ ความเร็ว ความพร้อมด้านเทคนิคอย่างละเอียด | ตรวจสอบเฉพาะจุดพื้นฐาน |
| การปรับ On-page | ปรับโครงสร้างหน้า เนื้อหา และประสบการณ์ผู้ใช้ | ปรับ Title และ Meta เป็นหลัก |
| การทำคอนเทนต์ | วางแผนและสร้างเนื้อหาที่ตอบคำถามลูกค้า | เขียนเนื้อหาตามจำนวนที่กำหนด |
| Internal Linking | วางโครงสร้างลิงก์เพื่อพาผู้ใช้และเครื่องมือค้นหา | ใส่ลิงก์แบบทั่วไป |
| Off-page & Backlinks | วิเคราะห์คุณภาพลิงก์และภาพรวมของแบรนด์ | สร้างลิงก์ตามจำนวน |
| Local SEO | ดูแล Google Business Profile และการค้นหาในพื้นที่ | บางแพ็กเกจอาจไม่รวม |
| การวัดผล | วิเคราะห์ทราฟฟิก คุณภาพผู้เข้าชม และ Conversion | รายงานอันดับคีย์เวิร์ด |
| รายงานผล | อธิบายผลลัพธ์และแนวโน้มให้เข้าใจง่าย | รายงานตัวเลขเป็นหลัก |
| การปรับกลยุทธ์ | ปรับแผนตามข้อมูลจริงในแต่ละเดือน | ทำงานตามแผนเดิม |
| การสื่อสาร | มีการพูดคุย ติดตาม และให้คำแนะนำต่อเนื่อง | สื่อสารตามรอบรายงาน |
| เป้าหมายของแพ็กเกจ | สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน | ส่งมอบงานตามขอบเขตแพ็กเกจ |
จากตารางจะเห็นได้ว่า แพ็กเกจ SEO ที่ดีไม่ได้วัดกันที่จำนวนคีย์เวิร์ดหรือราคาต่อเดือนเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูว่าเอเจนซี่ทำ SEO มองภาพรวมของธุรกิจหรือไม่ ครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค เนื้อหา และพฤติกรรมผู้ใช้งานจริงหรือเปล่า เพราะสิ่งเหล่านี้คือปัจจัยที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ในระยะยาว
SEO แบบรายเดือน กับ SEO แบบทำครั้งเดียว ต่างกันอย่างไร
SEO แบบทำครั้งเดียว
รูปแบบนี้มักเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการปรับพื้นฐานของเว็บไซต์ให้พร้อมใช้งาน เช่น การตรวจสอบโครงสร้างเว็บไซต์ การแก้ไขปัญหาทางเทคนิค หรือการปรับเนื้อหาให้เป็นมิตรกับเครื่องมือค้นหา งานส่วนใหญ่จะจบเป็นรอบ ๆ เมื่อแก้ไขตามรายการที่ตกลงกันไว้แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้คือเว็บไซต์มีโครงสร้างดีขึ้น โหลดเร็วขึ้น และพร้อมสำหรับการต่อยอดในอนาคต อย่างไรก็ตาม SEO แบบทำครั้งเดียวมักไม่ตอบโจทย์ธุรกิจที่ต้องการการแข่งขันระยะยาว เพราะไม่มีการติดตามผลหรือปรับกลยุทธ์ต่อเนื่อง หากตลาดหรือพฤติกรรมผู้ใช้เปลี่ยน อันดับอาจไม่เติบโตหรือหยุดอยู่แค่จุดเดิม
SEO แบบรายเดือน
รูปแบบรายเดือนคือการดูแลเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูล การปรับเนื้อหา การติดตามพฤติกรรมผู้ใช้ ไปจนถึงการปรับกลยุทธ์ตามการแข่งขันจริง งานจะไม่หยุดแค่การปรับเว็บไซต์ครั้งแรก แต่เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามข้อมูลที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อพบว่าผู้ใช้งานเข้าหน้าหนึ่งเยอะ แต่ไม่ติดต่อ ทีมงานสามารถปรับเนื้อหา โครงสร้าง หรือเส้นทางการใช้งานให้ตอบโจทย์มากขึ้น การทำแบบรายเดือนจึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการผลลัพธ์ระยะยาว เช่น การเพิ่มลูกค้า การสร้างแบรนด์ และความน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์
แล้วธุรกิจควรเลือกแบบไหนดี
หากธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น และต้องการแค่ปรับเว็บไซต์ให้ถูกหลัก การทำ SEO แบบครั้งเดียวอาจเพียงพอในระยะสั้น แต่ถ้าเป้าหมายคือการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แข่งขันในตลาดที่มีคู่แข่งจำนวนมาก หรืออยากเห็นผลลัพธ์ที่เชื่อมโยงกับยอดขายจริง รูปแบบรายเดือนมักให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนกว่าในระยะยาว
งบ SEO เท่าไหร่ถึงเหมาะกับธุรกิจในไทย
- งบประมาณระดับเริ่มต้น (ประมาณ 10,000–20,000 บาทต่อเดือน)
เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็ก เว็บไซต์ใหม่ หรือธุรกิจท้องถิ่นที่ต้องการเริ่มสร้างตัวตนบน Google เช่น ร้านอาหาร คลินิกเล็ก ๆ หรือธุรกิจบริการในพื้นที่ งบระดับนี้มักโฟกัสที่การปรับโครงสร้างพื้นฐานของเว็บไซต์ การเลือกคีย์เวิร์ดเฉพาะกลุ่ม และการทำ Local SEO เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่ค้นหาเจอได้ง่ายขึ้น
- งบประมาณระดับกลาง (ประมาณ 20,000–50,000 บาทต่อเดือน)
เหมาะกับธุรกิจที่มีการแข่งขันในตลาดมากขึ้น เช่น บริษัทบริการ โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจที่ต้องการขยายฐานลูกค้า งบระดับนี้จะครอบคลุมทั้งการปรับเทคนิคเว็บไซต์ การพัฒนาเนื้อหาอย่างต่อเนื่อง และการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งาน เพื่อเพิ่มคุณภาพทราฟฟิกและโอกาสในการติดต่อจริง
- งบประมาณระดับสูง (ประมาณ 50,000–90,000 บาทต่อเดือน หรือมากกว่า)
เหมาะกับธุรกิจที่แข่งขันสูงในกรุงเทพฯ หรือธุรกิจที่ต้องการผลลัพธ์ชัดเจนในหลายกลุ่มคีย์เวิร์ด งบระดับนี้มักรวมการวางกลยุทธ์เชิงลึก การทำคอนเทนต์หลายภาษา การปรับ Conversion Tracking และการทำงานร่วมกับทีมการตลาดในภาพรวม เพื่อให้ SEO เชื่อมโยงกับการเติบโตของธุรกิจอย่างแท้จริง
สรุป: ค่าใช้จ่ายทำ SEO ในไทย คิดจากอะไร และควรรู้อะไรก่อนตัดสินใจ
ค่าใช้จ่ายในการทำ SEO ในประเทศไทยไม่ได้มีราคาตายตัว แต่คำนวณจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น เป้าหมายทางธุรกิจ ระดับการแข่งขันของคีย์เวิร์ด ขนาดเว็บไซต์ และขอบเขตงานที่ต้องทำจริง โดยทั่วไปงบ SEO ในไทยจะอยู่ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักแสนบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของกลยุทธ์และระยะเวลาที่ต้องการเห็นผล
สิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจทำ SEO ไม่ใช่การเลือกแพ็กเกจที่ราคาถูกที่สุด แต่คือการเข้าใจว่า งบที่จ่ายครอบคลุมงานอะไรบ้าง เช่น การปรับโครงสร้างเว็บไซต์ การทำคอนเทนต์คุณภาพ การวิเคราะห์คีย์เวิร์ด และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพราะ SEO เป็นการลงทุนระยะยาวที่ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ
หากธุรกิจเข้าใจโครงสร้างราคาและเลือกผู้ให้บริการที่ทำงานโปร่งใส วัดผลได้ และวางกลยุทธ์ตามเป้าหมายจริง การลงทุนทำ SEO ในไทยจะช่วยสร้างทราฟฟิกที่มีคุณภาพ เพิ่มโอกาสในการขาย และลดการพึ่งพาโฆษณาในระยะยาวได้อย่างคุ้มค่า และควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มทำ SEO
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทำ SEO ในไทย (FAQ)
Q: เริ่มทำ SEO ใช้งบประมาณขั้นต่ำเท่าไหร่?
A: โดยทั่วไป ธุรกิจในไทยสามารถเริ่มทำ SEO ได้ตั้งแต่งบประมาณประมาณหลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับขนาดเว็บไซต์ เป้าหมาย และระดับการแข่งขันของตลาด
Q: ทำ SEO ต้องใช้เวลากี่เดือนถึงจะเห็นผล?
A: ปกติจะเริ่มเห็นแนวโน้มผลลัพธ์ภายใน 3–6 เดือน และเห็นผลชัดเจนมากขึ้นในระยะยาว SEO เป็นการลงทุนที่เน้นความต่อเนื่อง ไม่ใช่ผลลัพธ์ทันที
Q: ทำ SEO ครั้งเดียวพอไหม หรือควรทำรายเดือน?
A: SEO ครั้งเดียวช่วยวางพื้นฐานเว็บไซต์ได้ แต่หากต้องการผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและแข่งขันได้ในระยะยาว แนะนำทำ SEO แบบรายเดือนเพื่อปรับกลยุทธ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
Q: ธุรกิจขนาดเล็กจำเป็นต้องทำ SEO ไหม?
A: จำเป็น โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการลูกค้าจากการค้นหาออนไลน์ SEO ช่วยเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ได้ในงบที่คุ้มค่า
Q: Digital Agency Bangkok ให้บริการทำ SEO ไหม?
A: ให้บริการ เราดูแล SEO แบบครบวงจร ตั้งแต่การวิเคราะห์เว็บไซต์ วางกลยุทธ์คีย์เวิร์ด ทำคอนเทนต์คุณภาพ ไปจนถึงรายงานผลอย่างโปร่งใส

